|
|
| ผู้ลงนามงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2553 |
 |
|
 |
 |
|
| ข่าวรณรงค์ |
 |
| 3 เดือนเข้าพรรษา ถึงเวลา "งดเหล้า" |
|
| 28 กรกฎาคม 2553 |
|

คำพูดที่ว่าเมือง ไทยคือประเทศที่มียอดผู้ดื่มสุรามากเป็นอันดับ 5 ของโลก ดูจะเป็นข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิง กับความเข้าใจอีกข้อที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษว่า สยามมีพระพุทธศาสนาเป็นประจำชาติ เพราะข้อปฏิบัติพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทุกคน ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองตั้งแต่เด็กก็คือ ศีล 5 ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีระบุไว้ชัดเจนว่า ชาวพุทธที่ดีควรละเว้นการบริโภคน้ำเมาอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท แต่กลับมีผู้ละเมิดข้อห้ามถึง 15 ล้านคนหรือ 1 ใน 4 ของประชากรเลยทีเดียว จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เอง ทำให้ในปี 2546 หน่วยงานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เกิดความคิดว่า น่าจะหยิบจับช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของชาวพุทธ มาทำเป็นกิจกรรมรณรงค์สักอย่าง เพื่อลดปริมาณการดื่มของคนไทยให้น้อยลงกว่านี้ โดยผลสำรวจของศูนย์วิจัยเอแบคโพล ก็พบว่า ปริมาณนักดื่มที่เข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษามีทิศทางที่สูงขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยในปีแรกมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 40.4 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นนักดื่มที่งดเหล้าตลอด 3 เดือนเท่ากับ 19.8 เปอร์เซ็นต์ และงดเหล้าเป็นบางช่วงเท่ากับ 20.6 เปอร์เซ็นต์ แถมในแต่ละปีตัวเลขนี้ก็ยังขยับขึ้นเรื่อยๆ ปีละประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ผลที่แสดงออกมานี้ ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า ตกลงแล้วคนไทยเลิกเหล้าเองไม่เป็นหรืออย่างไร ทำไมต้องใช้กิจกรรมช่วยด้วย และที่สำคัญ โมเดลที่ว่านี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมไทยอย่างที่หลายคนคาดหวัง ไว้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่วาระชั่วคราวที่มีผลแค่ 3 เดือนอย่างชื่อโครงการที่ว่า 'งดเหล้าเข้าพรรษา' กันแน่
สังคมเปลี่ยน เหล้าก็เปลี่ยน ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อความเจริญแบบโลกตะวันตกกล้ำกรายมาสู่สังคมไทยมากขึ้น อะไรหลายอย่างในเมืองไทยก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างเรื่องการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็เช่นกัน เพราะหากสังเกตถึงอัตราที่เจริญเติบโตของบริษัทผู้ผลิตสุราจะพบว่าสูงมาก ถึงขนาดมีเงินไปอุดหนุนสโมสรฟุตบอลชื่อดังในต่างประเทศเลยด้วยซ้ำ ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เป็นใจ จากเดิมที่มีผับบาร์ไม่กี่แห่ง แต่ตอนนี้มีเกลื่อนถนน แม้แต่รอบๆ สถานศึกษาเองก็มีเต็มไปหมด พิสูจน์ได้จากคำพูดของ พระมหาอมรมิตร คัมภีรธมฺโม แห่งวัดถ้ำพระธาตุเมืองเทพ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งจัดกิจกรรมงดเหล้าเข้าพรรษามาแล้วหลายปี ที่บอกว่า ทุกวันนี้อายุของผู้ดื่มสุราในเมืองไทยค่อนข้างต่ำลงเรื่อยๆ ที่สำคัญวัตถุประสงค์จากเดิมก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ดื่มแก้เหนื่อย ก็กลายเป็นการกินเพื่อเมา หรือเพื่อความบันเทิงมากขึ้นเรื่อยๆ “อาตมาคิดว่า ผู้ใหญ่ทุกวันนี้ เขาหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น บางคนเลิกกินไปเลย ที่สำคัญปกติช่วงเข้าพรรษาเขางดกันอยู่แล้ว เพราะมันเป็นช่วงของหน้าฝน เป็นฤดูที่เขาจะต้องลงทุนเยอะมาก เพาะอย่างลืมว่าคนไทย 70 เปอร์เซ็นต์ยังเป็นเกษตรกรอยู่ “แต่สิ่งที่กลับกัน ก็คือเราเห็นภาพของเด็กมหาวิทยาลัย พวกเด็กที่ยังไม่สามารถหาเงินได้ แต่มานั่งกินกันเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่หากเป็นสมัยก่อน เด็กอายุ 18-20 ปี ยังไม่เสพของมึนเมาเหล่านี้กันหรอก หรือมีใครคิดริลองก็มักจะมีผู้หลักผู้ใหญ่คอยว่ากล่าวตักเตือนอยู่เสมอ แต่พอมายุคนี้ สถานการณ์ก็กลับตาลปัตร ภาพเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติมากๆ” ที่สำคัญบทบาทของพระพุทธศาสนาเองก็ด้อยลงเรื่อยๆ จนทุกวันนี้อาจจะเรียกได้ว่า วันโกน-วันพระ เป็นวันที่ชาวพุทธลืมเลือนไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่วันเสาร์-อาทิตย์ กลับกลายเป็นวันอบายมุขที่ทุกคนไปดื่ม ไปเที่ยวแทน ซึ่งเมื่อทัศนคติเหล่านี้เริ่มฝังลงไปในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่อยากจะแก้ไขได้ “การดำเนินวิถีชีวิตของคนมัน เปลี่ยนไปหมด จากเดิมพอถึงวันหยุด เขาก็จะไปทำบุญร่วมกัน อย่างทางอีสาน เขามีฮีตสิบสอง คลองสิบสี่ ทุกเดือนเขาจะมีกิจกรรมระดับชุมชนร่วมกัน ซึ่งมันสร้างความสัมพันธ์ให้แก่คน ทำให้ทุกคนช่วยเหลือกัน แต่เดี๋ยวนี้วิถีเหล่านี้มันหายไปแล้ว กลายเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ ยิ่งในเมืองใหญ่ด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นชัด “ที่สำคัญโฆษณาไทยก็เปลี่ยน ไป เพราะเล่นกับจิตใต้สำนึกคนดู อย่างเรื่องเหล้านี้ก็พยายามจะขายว่ามันเป็นเรื่องของความสนุกสนาน เป็นเรื่องของน้ำใจเพื่อน เป็นเรื่องของการช่วยเหลือกัน และพออัดเรื่องพวกนี้เข้าไปมากๆ มันก็จะเข้าไปสร้างค่านิยมให้แก่คนดู โดยเฉพาะเด็กๆ จนเกิดเป็นความชินชา”

เลิกเหล้าผ่านโมเดลวัฒนธรรม แต่ถึงแม้ปัญหาเหล่านี้จะแก้ไขได้ลำบาก แต่การไม่ยอมหาทางออกเลยก็จะเป็นหนทางของผู้แพ้มากเกินไป ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงพยายามควานหามาตรการต่างๆ มาเพื่อสู้กับศัตรูตัวฉกาจนี้อย่างเต็มที่ และคงเป็นเพราะเมืองไทยมีความอ่อนไหวในเรื่องพระพุทธศาสนาสูงมาก เห็นได้จากปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมไม่ว่าจะเป็นการที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์หลายๆ เรื่อง มีการตัดฉากพระประพฤติผิดทำนองคลองธรรมออก หรือการพยายามผลักดันให้บรรจุข้อความว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติลงในรัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ 'วัฒนธรรม' ซึ่งข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้จะถูกดึงเข้ามาใช้ประโยชน์กับการรณรงค์เรื่องเหล้า โดย ธีระ วัชรปราณี ผู้จัดการ สคล. อธิบายว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกๆ ที่ริเริ่มโครงการนี้ จนถึงขนาดที่ประเทศตะวันตกต้องขออนุญาตมาดูงานเลยทีเดียว “กลุ่มเป้าหมายของโครงการคือ ช่วงวัยทำงาน 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากเข้าพรรษาเป็นช่วงคนที่มีวุฒิภาวะหน่อยหนึ่งเนื่องจากสัมพันธ์กับ ศาสนา ส่วนกลุ่มวัยรุ่น ตอนนี้เราก็มีกระบวนการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ตัวเลขก็น่าสนใจ มีคนที่อยู่ในวัยเรียนเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษามากพอสมควร อายุ 15-24 ปี งดเหล้าทั้ง 3 เดือนและบางช่วงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ จาก 2 ล้านคน” ทั้งนี้ เขาอธิบายต่อว่าโมเดลนี้ เท่าที่ทราบมีเพียงประเทศสวีเดนที่จัดกิจกรรมคล้ายๆ กัน โดยจัดงาน ‘คริสต์มาสสีขาว’ และเปิดรับสมัครครอบครัวที่ต้องการฉลองคริสต์มาสแบบไร้แอลกอฮอล์ ซึ่งดำเนินการมา 2-3 ปีแล้ว ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก ยังไม่เห็นประเทศใดใช้โมเดลนี้ในการรณรงค์งดเหล้า เพราะอย่างพม่า ลาว หรือกัมพูชา ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่งเริ่มตั้งไข่ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ด้วยโมเดลนี้จึงไม่เกิด แต่ถ้าเป็นประเทศศรีลังกา แม้ว่าจะไม่มีการรณรงค์เรื่องนี้ แต่ด้วยความที่สังคมพุทธเข้มแข็งมาก อีกทั้งกฎหมายก็ห้ามการโฆษณาและการส่งเสริมการตลาดใดๆ จึงทำให้ปริมาณนักดื่มถูกจำกัดโดยปริยาย

ชั่วคราวหรือถาวร แม้เมืองไทยจะเป็นต้นแบบของโมเดลที่ว่านี้ คำถามที่ตามมาอยู่เสมอก็คือ โครงการนี้จะมีน้ำยาสักแค่ไหนกันซึ่งเรื่องนี้ พระมหาอมรมิตร บอกว่า ความสำเร็จที่เห็นชัดก็คงจะเป็นเรื่องปริมาณที่มีเพิ่มขึ้นทุกปี แต่หากมองในเรื่องคุณภาพ อาจจะยังไม่เห็นชัด เพราะเรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกมากกว่า คนที่เข้าร่วมจะมีความจริงจังแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดมากขึ้น ก็คือการขยายตัวในแง่ของผู้สนับสนุน โดยเฉพาะหน่วยงานฝ่ายปกครอง และภาครัฐ ซึ่งเริ่มมีเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในจิตใจมากยิ่งขึ้น เพราะในสมัยเริ่มแรกจะถูกจำกัด เพียงแค่วัดกับชาวบ้านเท่านั้น ขณะที่ ผู้จัดการ สคล. อธิบายเพิ่มเติมว่า แม้ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นปีละ 1 เปอร์เซ็นต์จะดูไม่มากนัก แต่ถ้ามาดูจากปริมาณจริงๆ ก็ถือว่าจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการในแต่ละปีมีค่อนข้างมาก “ถ้าเทียบกับจำนวนผู้ที่ดื่ม แอลกอฮอล์แล้วลด จะประมาณ 4-5 ล้านคนในแต่ละปีที่งดเหล้าเข้าพรรษา จำนวนคนขนาดนี้ ถ้าคิดเป็นตัวเงินที่ประหยัดได้จากการสำรวจประมาณ 1,400 บาทต่อเดือน คูณ 4.5 ล้านคนก็จะประหยัดได้ 6,000 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาลงทุนประมาณ 18 ล้านบาทเท่านั้นเอง” แต่ทั้งนี้ ก็ต้องยอมรับความจริงอีกข้อที่ว่า กิจกรรมดังกล่าวอาจจะได้ผลเฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น เพราะจากการสำรวจของ สคล. พบว่า มีมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ที่กลับไปดื่มต่อ ซึ่งประเด็นนี้ ธีระ มองว่า แม้เหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่การที่ทำให้ 3 เดือน มีคนงดเหล้าได้มากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าน่าภูมิใจและคุ้มยิ่งกว่าคุ้มเสียอีก ส่วนพระมหาอมรมิตร ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาตรงนี้เป็นผลมาจากความคุ้นเคยมากกว่า เพราะการจะให้เลิกแบบทันทีทันใด คงจะเป็นไปได้ยาก ยิ่งกับในสังคมที่มีเหล้าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเช่นประเทศไทย “การรณรงค์อย่างเดียวช่วยไม่ ได้หรอก แต่ต้องมีส่วนประกอบอะไรเสริมเข้าไปด้วย เช่นคุณอาจจะต้องเข้าวัดในวันพระ อย่างน้อย 9 ครั้งจาก 12 ครั้งตลอดช่วงเข้าพรรษา หรือแม้แต่การให้ใบประกาศเกียรติคุณ เพราะเราไม่ได้หวังว่าแค่เขาเลิกเหล้าอย่างเดียว แต่ทำให้เขารู้ด้วยว่ากำลังทำความดีอยู่ “อาตมามองว่า การเปลี่ยนวิธีคิด มันต้องค่อยๆ ทำ พร้อมกับสร้างสิ่งดีๆ ขึ้นมาเสริม อย่างเรื่องพวกนี้มันต้องตอกย้ำหรือมีกระบวนการการติดตามอย่างจริงจัง รวมทั้งทำให้ชัดเจน เช่นทำอาจจะเป็นวาระเลิกเหล้าพร้อมกันทั่วประเทศ หรือทำเวทีเชิดชูเกียรติคนงดเหล้า” สอดคล้องกับ ผู้จัดการ สคล. ซึ่งบอกว่า ณ ตอนนี้ทางเครือข่ายจะเริ่มปรับแนวทางการทำงาน เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักดื่มมากขึ้นโดยใช้พลังครอบครัวซึ่งน่าจะทำให้ โครงการมีประสิทธิภาพมากขึ้น “ผมเชื่อว่าเท่าที่เราทำงานมา คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือคนในครอบครัวของคนที่ดื่ม พลังเหล่านี้แหละครับที่จะช่วยทำให้ผู้ดื่มมีกำลังใจที่จะลด ละ เลิก นี่ก็เป็นการปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ของเรา” >>>>>>>>>>

เปิดใจคน ลด-ละ-เลิก ฟังความคิดของคนทำโครงการไปแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาของประชาชนทั่วไปบ้าง เพื่อจะได้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า แต่ละคนมองโครงการนี้เป็นเช่นไร โดยได้บุคคล 3 คน มาร่วมพูดคุย ไม่ว่าคนที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการเลย คนที่เข้าแล้ว แต่เลิกชั่วคราวเฉพาะเข้าพรรษา รวมถึงคนที่ตัดสินใจเลิกดื่มเหล้าตลอดชีวิต งดเฉพาะช่วง เทียมศักดิ์ ทองสุข ข้าราชการครูประจำโรงเรียนมัธยมในจังหวัดชลบุรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษา กล่าวว่าได้ใช้โอกาสในช่วงเข้าพรรษานี้งดดื่มมานานหลายปีแล้ว เพราะถือเป็นช่วงที่จะได้ถือศีลห้าไปในตัว “ผมงดดื่มมา 20 กว่าปีแล้ว เพราะไม่อยากจะทำผิดศีลผิดธรรมในช่วง 3 เดือนนี้ เราก็กินกันถึงวันอาสาฬหบูชา พอเข้าพรรษาแรม 1 ค่ำเราก็ไม่ยุ่งแล้ว หยุดทั้งหมด ทำอย่างนี้มาเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย แล้วพวกเพื่อนๆ ในก๊วนทุกคนก็จะเลิกหมด มันเป็นสัจจะต่อกัน สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าช่วงนี้เข้าพรรษานะ ใครอย่ามายุ่ง” สำหรับข้อดีของการหยุดพัก เทียมศักดิ์บอกว่า อย่างแรกก็คือ ทำให้ร่างกายเราได้พักผ่อน ถือเป็นการพักฟื้นตับ หลังจากต้องผจญกับฤทธิ์แอลกอฮอล์มานาน 9 เดือน ที่สำคัญยังถือเป็นการประหยัดเงินไปได้หลายร้อยบาท เพราะไม่ต้องไปลงทุนกับเรื่องนี้เลย แต่ทว่า เทียมศักดิ์ก็เล่าต่อว่า กิจวัตรที่ทำนี้เฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น เพราะพอออกพรรษาก็กลับไปกินใหม่โดยให้สาเหตุว่า ต้องเข้าสังคม พบปะเพื่อนฝูง แม้จะรู้อยู่ว่า กินไปแล้วเสียสุขภาพก็ตาม งดไปเลย คนจำนวนมากมองว่าช่วงเข้าพรรษาเป็นโอกาสดีที่ได้ชำระล้างร่างกายจากภายใน เอาแอลกอฮอล์ออกไป รัฐ จำปามูล วัย 28 ปี ก็เป็นคนหนึ่งที่คิดเช่นนั้น แต่ปัจจุบันเขาไปไกลกว่า ด้วยการงดเหล้าถาวร “แรกๆ เลยก็เริ่มงดเฉพาะช่วงเข้าพรรษา ทำมาได้ 4-5 ปีแล้ว เพราะช่วงเพิ่งจบเริ่มทำงาน สุขภาพมันไม่ค่อยดี เมื่อก่อนตอนอยู่มหาวิทยาลัยก็กินหนักๆ ได้ พอเริ่มทำงานแล้วกินหนักๆ มันก็แย่ เราเลยยึดช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงคลีนตัวเอง ซึ่งมันก็ดีต่อสุขภาพจริงๆ พอทำจริงๆ แล้วมันก็ได้เรื่องสติ ได้เรื่องสมาธิด้วยแหละ “คือเราไม่กล้าที่จะงดไปเลย จริงๆ มันเหมือนกับว่าคนที่เคยกินเขาก็จะติดนะ มันไม่เชิงติดเหล้า มันติดการอยู่กับเพื่อน มันสนุก มันก็เป็นอารมณ์แบบว่าเรายังอยากเที่ยวอยากสนุกอยู่ เวลาไปผับถ้าไม่กินมันก็เหมือนกับว่าไปนั่งเฉยๆ ตอนแรกก็คิดอย่างนั้นไง คิดซะว่าพัก 3 เดือน แต่พอเรางดเฉพาะช่วงเข้าพรรษามาหลายปี เราก็รู้สึกว่าเวลาเรานั่งกับวงเหล้า เราสามารถนั่งได้โดยที่ไม่ต้องกิน ความอยากมันหายไป ตอนแรกเพื่อนๆ มันก็แขวะแหละ แต่ต่อมามันก็เข้าใจ เรานั่งกินมิกซ์นี่มันแพงกว่าเหล้าอีกนะ” ไม่งดเลย แม้ใครต่อใครจะพากันเอาช่วงเข้าพรรษา 3 เดือนมาเป็นช่วงเวลาของการปลอดเหล้า แต่ดรีม หญิงสาววัย 23 ปี ที่เคยลองงดเหล้าเข้าพรรษาอยู่ 1 อาทิตย์ ก็คิดได้ว่าตนเองไม่มีความจำเป็นต้องหยุดดื่มแต่อย่างใด “เราไม่เห็นความจำเป็นว่า จะต้องงดในช่วงนี้ ถ้าจะไม่กินก็คือไม่กิน มันไม่จำเป็นต้องไม่กินเพราะกรณีนี้ แล้วพอออกพรรษากลับมาก็กินแหลกลาญ เราคิดว่าถ้าอยากจะเลิกก็เลิก แล้วเราไปกินเพื่อการสังสรรค์ เอาสนุก ไม่ได้กินจนเมาคลุ้มคลั่ง ไม่ได้กินเพราะติดเหล้า อย่างตัวเองก็ออกไปดื่มกับเพื่อนแค่เดือนละครั้งสองครั้งเท่านั้น ถ้ากินแล้วติดมันก็ไม่ดี คือถ้ากินทุกวันมันก็ไม่ควรนะ ออกไปเที่ยวทีก็ครั้งละพันแล้ว ออกบ่อยๆ ก็จะไม่มีเงินเอาไปทำอย่างอื่น” แต่ถึงแม้ตนเองจะไม่ได้งดเหล้าเหมือนคนอื่น แต่เธอก็ยินดีที่เห็นคนรอบตัวใช้ช่วงเวลาเข้าพรรษางดเหล้ากัน “ก็คงมีประโยชน์กับคนที่หยุดนะ พอไม่กินปุ๊บมันก็มีสติมากขึ้น อาจจะส่งผลให้เขางดเหล้าไปนานๆ เลยก็ได้ หลายๆ คนก็เลิกได้ก็ดี”
>>>>>>>>>>> เรื่อง : ทีมข่าว CLILK ภาพ : ทีมภาพ CLILK

|
|
|
|
 |
 |
| จำนวนคนอ่าน 767 คน |
จำนวนคนโหวต 0 คน |
|
|
| เห็นด้วย |
0 |
คน |
| ไม่เห็นด้วย |
0 |
คน |
|
|
|
| ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าตลอดระยะเวลาสามเดือนที่เข้าพรรษาปี53นี้ขึ้นชื่อว่าสุราเมลัยน้ำเมาทุกชะนิดจะไม่แตะต้องเป็นอันขาดเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พ่อหลวง |
| supaksing@thaimail.com |
| โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น |
| 1. |
โปรดงดเว้น การใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ |
| 2. |
ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้ |
| 3. |
ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น |
| 4. |
เพื่อให้การแสดงความคิดเห็นเป็นไปตามกฎกติกาที่วางไว้ ทางผู้จัดการออนไลน์ได้ปรับปรุงระบบการกรองคำให้เข้มงวดยิ่งขึ้น กรุณารอสักครู่ ก่อนที่ความคิดเห็นของท่านจะถูกนำขึ้นแสดง |
|
|